ตำนานการต่อสู้ที่หลอมรวมจิตวิญญาณและเอกลักษณ์ของชาติไทย จากสมรภูมิรบสู่กีฬาระดับโลก
มนุษย์รู้จักคำว่า “ต่อสู้” ตั้งแต่มนุษย์เริ่มเกิดลืมตามาดูโลก ต้องต่อสู้กับทุกสิ่งทุกอย่างรอบ ๆ ตัวเอง และแม้แต่กับตัวเองก็มิได้ละเว้น จะต้องสู้กับธรรมชาติและภัยของธรรมชาติ สัตว์ป่าที่มุ่งร้ายหมายชีวิต หรือที่มนุษย์มุ่งจะเอาชีวิตเพื่อนำมาเป็นอาหารสำหรับยังชีวิต แต่ในบางครั้งมนุษย์ก็ต่อสู้กันเอง เพื่อสิทธิในการครอบครองเป็นเจ้าของ เพื่อเสรีภาพ เพื่อป้องกันตนเอง หรืออื่น ๆ การต่อสู้ดังกล่าวอาจจะต้องใช้กำลังกายกำลังใจและกำลังความคิดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
มนุษย์จะต่อสู้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็แล้วแต่จุดมุ่งหมายสูงสุดของการต่อสู้ ความอยู่รอดของชีวิตจากการต่อสู้ มนุษย์ก็ได้พยายามคิดค้นวิธีการต่อสู้ เพื่อป้องกันให้ถึงแก่ชีวิตได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หรือเมื่อทั้งสองฝ่ายมีอาวุธคู่มือการทำร้ายกันก็ทำได้ลำบากต่างก็ต้องเกรงซึ่งกันและกัน มนุษย์ก็พยายามใช้ความคิดที่จะหาหนทางเอาชนะเอาชีวิตของคู่ต่อสู้ให้ง่ายและรวดเร็ว
มนุษย์ได้พยายามคิดค้นการต่อสู้มือเปล่าเพื่อให้ตนเองปลอดภัยจากสิ่งรอบข้าง โดยใช้อวัยวะของร่างกายเป็นอาวุธเข้าต่อสู้ เช่น มือและเท้า กำหนดระเบียบแบบแผนมีหลักเกณฑ์ในการต่อสู้สิ่งต่าง ๆ รวมกันเรียกว่า “มวย” บรรพบุรุษมีความเฉลียวฉลาดในการคิดค้น ดัดแปลงและพลิกแพลงในการใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น มือ, เท้า, เข่า, ศอก และศีรษะเข้าต่อสู้ป้องกัน ปิดป้องส่วนที่อ่อนแอของร่างกายได้เป็นอย่างดี
มวยไทย เป็นศิลปะของการต่อสู้ป้องกันตัวได้จริงสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการต่อสู้และในการกีฬาศิลปะประเภทนี้บรรพบุรุษของชาติไทยใช้อบรมสั่งสอนสืบทอดกันมาให้ดำรงอยู่ตลอดไป บรรดาชายฉกรรจ์จะได้รับการสั่งสอนฝึกฝนศิลปะประเภทนี้อย่างชัดเจนทั้งสิ้น การใช้อาวุธรบสมัยโบราณ เช่น กระบี่ กระบอง ดาบ ง้าว ทวน ฯลฯ นักรบไทยจะนำไปประกอบการต่อสู้ที่มีชั้นเชิงสูง เดิมมักจะฝึกสอนกันเฉพาะบรรดาเจ้านายชั้นสูงนับตั้งแต่พระมหากษัตริย์และขุนนางฝ่ายทหารเท่านั้น ต่อมาจึงแพร่หลายไปถึงสามัญชน
"ครูอาจารย์ที่สอนอยู่ในเพศบรรพชิตจึงทำให้มวยไทยกับศาสนาพุทธมีความสัมพันธ์กันจนแยกไม่ออก ซึ่งจะสังเกตได้จากก่อนการชก นักมวยจะมีการไหว้ครู ร่ายมนต์คาถาตามร่างกายก็มีเครื่องรางของขลัง เช่น ผ้าประเจียดรัดแขน หรือ มงคลสวมศีรษะ"
พระเจ้าพีล่อโก๊ะ ได้รวบรวมอาณาจักรไทยขึ้น เรียกว่า อาณาจักรน่านเจ้า และมีกษัตริย์ที่เข้มแข็งปกครองอยู่นาน ไทยต้องทำสงครามกับจีนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็เป็นมิตร บางครั้งก็เป็นศัตรูกัน ในสมัยนั้นมีการฝึกใช้อาวุธบนหลังม้า รู้จักใช้หอก ใช้ง้าว ในสมัยล้านนาไทยได้มีวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว และวิชาเจิ้ง (การต่อสู้แบบจีนชนิดหนึ่งคล้าย ๆ มวยจีน) การรบเพลงอาวุธและตำราพิชัยสงคราม จะสังเกตเห็นว่าการต่อสู้ในสมัยนี้ส่วนมากจะใช้อาวุธ เพราะเป็นการต่อสู้เพื่อเอกราช การต่อสู้ด้วยมือเปล่าก็มีอยู่บ้างแต่ส่วนมากจะใช้ระยะประชิดตัว และนิยมการเลียนแบบจากจีน
ในสมัยสุโขทัยนี้การต่อสู้ด้วยมือเปล่าด้วยวิชามวยไทยก็มีใช้อยู่ในการต่อสู้กับข้าศึก ส่วนใหญ่ก็ยังใช้อาวุธชนิดต่าง ๆ เพื่อการกอบกู้ประเทศชาติ สถานที่ที่เป็นสำนักประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยแบ่งออกเป็น:
จากครูอาจารย์ที่บวชเป็นพระภิกษุและมีฝีมือในการต่อสู้ ถ่ายทอดวิชาควบคู่กับธรรมะ
จากผู้มีความรู้เป็นผู้ถ่ายทอดวิชามวยไทยให้กุลบุตร กุลธิดาที่สนใจในวิถีนักรบ
เรียนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวและการใช้อาวุธบนหลังม้า ช้าง วัว ควาย เพื่อรับใช้ราชสำนัก
* พงศาวดารโยนกยังระบุถึงพระเจ้าเม็งรายและพระเจ้ารามคำแหงที่ทรงช้างออกล่าสัตว์ร่วมกับข้าราชบริพาร แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการใช้สัตว์พาหนะและการรบ
สมัยนี้มีการถ่ายทอดวิชาการต่าง ๆ มาจากสมัยสุโขทัยอย่างต่อเนื่อง วัดยังคงเป็นสถานที่ให้ความรู้ทั้งวิชาสามัญและฝึกความชำนาญในเชิงดาบกระบี่ กระบอง กริช มวยไทย และธนู ประชาชนนิยมเล่นกีฬากลางแจ้งกันมาก โดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนับว่าเจริญที่สุด มีการแข่งเรือและการชกมวยที่เป็นที่นิยมอย่างยิ่ง
พระองค์โปรดกีฬาชกมวยเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งได้เสด็จไปยังตำบลราดรวด แต่งกายแบบชาวบ้านนอกไปเที่ยวงานมหรสพ และสมัครชกมวยโดยไม่เกี่ยงคู่ต่อสู้ ทางสนามได้จัดนักมวยฝีมือดีจากเมืองวิเศษไชยชาญ ได้แก่ นายกลางหมัดมวย, นายใหญ่หมัดเหล็ก และนายเล็กหมัดหนัก มาชกกับพระองค์ พระเจ้าเสือทรงชกชนะทั้งสามคนรวด นอกจากนี้ยังทรงฝึกฝนเจ้าฟ้าเพชรและเจ้าฟ้าพร พระราชโอรส ให้เก่งกล้าในกระบี่กระบองและมวยปล้ำ
พ.ศ. 2310 หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตก นายขนมต้มถูกจับไปเป็นเชลยที่พม่า ในงานฉลองมหาเจดีย์ใหญ่ นายขนมต้มได้ใช้วิชามวยไทยต่อสู้กับนักมวยพม่าถึง 10 คนรวด และชนะหมดทุกคน จนพระเจ้ากรุงอังวะตรัสชมเชยว่า:
"คนไทยถึงแม้จะไม่มีอาวุธในมือ มีเพียงมือเปล่า 2 ข้าง ก็ยังมีพิษรอบตัว"
นายขนมต้มจึงเปรียบเสมือนบิดาผู้สอนมวยไทยที่ทำให้ชื่อเสียงของศิลปะการต่อสู้นี้เลื่องลือมาจนถึงปัจจุบัน ในสมัยนั้นมวยชกกันด้วยการ “คาดเชือก” ซึ่งบางครั้งใช้น้ำมันชุบเศษแก้วละเอียด ทำให้การชกมีอันตรายถึงชีวิต
พม่ายกมาตีเมืองเชียงใหม่และพิชัย พระยาพิชัยจึงนำทัพออกตะลุมบอนกับพม่าจนดาบทั้งสองหัก แต่ยังคงใช้เชิงมวยและดาบหักป้องกันเมืองไว้ได้ พระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้ครองเมืองพิชัย ประชาชนจึงขนานนามว่า "พระยาพิชัยดาบหัก" ในสมัยนี้มีการเล่นมวยไทย กระบี่กระบอง แข่งเรือ และตะกร้อ อย่างแพร่หลาย
@wikipediaสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญที่ใช้ศิลปะมวยไทยพลิกวิกฤตในสนามรบ
รัชกาลที่ 1 – รัชกาลที่ 5 กษัตริย์ไทยทรงโปรดการกีฬามาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงแต่งตั้งผู้มีฝีมือให้เป็นหัวหน้าและมีตำแหน่งยศ เช่น หมื่นมวย แม่นหมัด, ขุนชงัด ชิงชก มีการจัดแข่งขันทั้งในกรุงและชนบท รวมถึงการริเริ่มกติกาว่าวสนามหลวงโดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
นิยมชกแบบคาดเชือก เริ่มกำหนดจำนวนยกแน่นอน และมีกรรมการผู้ชี้ขาด มีกรรมการตัดสินนั่งข้างเวที และใช้เสียงนกหวีดเป็นสัญญาณ
ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อที่เริ่มเปลี่ยนจากการคาดเชือกมาเป็น การสวมนวม เป็นครั้งแรก กรรมการผู้ชี้ขาดในสมัยนี้นับว่ามีชื่อเสียงก็คือนายทิม อติเหรมานนท์ และนายนิยม ทองชิตร์
สร้างนักมวยชื่อดังอย่าง นายสมาน ดิลกวิลาส และนายสมพงษ์ เวชสิทธิ์ เริ่มมีกรรมการชี้ขาดที่มีชื่อเสียงควรกล่าวคือ หลวงพิพัฒน์ กลกาย นายสุนทร ทวีสิทธิ์ (ครูกิมเส็ง) และนายนิยม ทองชิตร์ สมัยหลักเมืองและสวนเจ้าเชษฐ์ การแข่งขันชกมวยในสมัยนี้นับว่าเข้มแข็งดีมาก เพราะทางราชการทหารได้เข้าจัดการเพื่อเก็บเงิน
กองทัพบกเข้าจัดการเพื่อบำรุงราชการทหาร เกิดนักมวยระดับตำนาน เช่น ผล พระประแดง, เพิก สิงห์พัลลภ, ถวัลย์ วงศ์เทเวศน์, ประเสริฐ ส.ส. และทองใบ ยนตรกิจ
ชกตรง, ชกชุด, อัปเปอร์คัต และ หมัดเหวี่ยงกลับ (Spinning Backfist)
เตะต่ำ, เตะสูง, เตะตัด และการ ถีบ (Teep) โดยใช้ฝ่าเท้าหรือส้นเท้า
กระโดดตีเข่า, เข่าตรง และการจับกอดคอตีเข่าในวงใน
ศอกตี (กดลง), ศอกตัด (ขนานพื้น), ศอกงัด (งัดขึ้น), ศอกพุ่ง และศอกกลับ
การกราบสามครั้งเพื่อระลึกถึงบิดามารดา ครูอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมร่ายรำรอบเวทีตามแบบฉบับเฉพาะของแต่ละสำนัก เพื่อขอพรให้ปลอดภัยและได้รับชัยชนะ
มงคล: สายคาดศีรษะที่ทำจากด้ายดิบปลุกเสก สวมไว้ระหว่างไหว้ครู
ประเจียด: ผ้าผูกต้นแขนเพื่อความเป็นสิริมงคลและคุ้มครองนักมวย
ใช้ดนตรีไทยประกอบ ได้แก่ ปี่ชวา, กลองแขก และฉิ่ง บรรเลงเร่งเร้าตามจังหวะการต่อสู้ เพื่อปลุกใจให้นักมวยเกิดความฮึกเหิม
ปัจจุบันมวยไทยกลายเป็นกีฬาอาชีพและศิลปะการต่อสู้ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก มีการจัดการแข่งขันในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ, อเมริกา, แคนาดา, ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ศิลปะนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีพิษสงรอบด้านเหนือกว่าวิชาการต่อสู้อื่นๆ ในหลายครั้งที่เกิดการท้าทายข้ามสายพันธุ์